โรคองุ่นหรือโรคพืชต่าง ๆ ต่างเป็นปัญหาใหญ่ต่อเกษตรกรเป็นอย่างมากและมากต่อธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ โดยเฉพาะโรคองุ่นจะเป็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงช่วงก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และจากสภาพอากาศโดยทั่วไปของไร่องุ่น พรมชน ปรากฏว่าช่วงระยะเวลาประมาณ เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือน กุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงที่ปลอด โรคองุ่นมากที่สุด และจะเป็นปัญหามากที่สุดในเดือนตุลาคมเนื่องด้วยมีฝนตกหนักและชุก จากสถิติ ปี ที่ผ่านมา

โรคองุ่นที่สำคัญ ที่ควรทราบและศึกษาก่อนปลูกองุ่น ตั้งแต่ระยะปลูกจนถึงระยะการเก็บเกี่ยวมีดังนี้

1. โรคราน้ำค้าง ( Downy mildew)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา PLasmopara viticola โรคราน้ำค้างนับว่าเป็นโรคที่สำคัญที่สุดสำหรับการปลูกองุ่นในบ้านเรา เป็นโรคที่ระบาดรุนแรงทำความเสียหาย มากระบาดได้ทั้งปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝนจะระบาดอย่างรุนแรง เพราะความชื้นในอากาศมีสูง

ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดได้กับส่วนต่างๆ ของต้นองุ่นทั้งใบ ช่อ ดอก ยอดอ่อน เถา และช่อผล อาการที่สังเกตได้คือ

 อาการบนใบองุ่น ใบที่ถูกโรคทำลายในระยะแรกจะเห็นเพียงจุดเล็กๆ สีเหลืองปนเขียวทางด้านบนของใบ ต่อมาจะขยายเป็นแผลโตขึ้นขนาดของรอยแผลไม่แน่นอน ในระยะนี้ถ้าดูด้านล่างของใบตรงที่เป็นแผลจะพบเชื้อราสีขาวอยู่เป็นกลุ่มเห็นได้ชัด ซึ่งตรงกลุ่มนี้เองจะมีส่วนขยายพันธุ์สามารถที่จะเจริญแพร่ระบาดติดต่อไปยังใบอื่นๆ หรือแปลงอื่นๆ โดยปลิวไปกับลม อาการของโรคจะสังเกตได้ก็ต่อเมื่อเชื้อราเข้าทำลายแล้ว 4-6 วัน

 อาการที่ยอดอ่อน ยอดอ่อนที่ถูกโรคเข้าทำลายจะแคระแกร็น ยอดสั้น มีเชื้อราสีขาวขึ้นปกคลุมยอดเห็นได้ชัดเจน ยอดอ่อนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งตายในที่สุด

 อาการที่ช่อดอก ช่อดอกที่รับเชื้อจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือเป็นหย่อมๆ อีก 2-3 วัน ต่อมาจะเห็นเชื้อราสีขาวขึ้นที่ ช่อดอกเห็นได้ชัด ช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งติดเถา โดยช่อดอกอาจแห้งจากโคนช่อ ปลายช่อ หรือกลางช่อก็ได้

 อาการที่ช่อผล จะเกิดกับผลอ่อน โดยครั้งแรกจะมีลักษณะเป็นจุดหรือลายทางๆ สีน้ำตาลที่ผล ผลเริ่มแห้งเปลือกผลเหี่ยวเปลี่ยนเป็นสีเทาปนสีน้ำเงินหรือน้ำตาลแก่ ถ้าเป็นมากผลจะเหี่ยวหมดทั้งช่อ

 อาการที่เถา-ที่มือเกาะ อาการที่มือเกาะหรือที่หนวดนั้นเริ่มจากมือเกาะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองปนเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้งติดเถา สำหรับอาการที่เถาองุ่นผิวเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล มองเห็นเชื้อราสีขาวตรงกลางแผลได้ชัดเจนทำให้ยอดแคระแกร็น

การป้องกันกำจัด

1. ทำความสะอาดสวน อย่าให้รกรุงรัง กิ่งต่างๆ รวมทั้งใบที่ตัดออกจากต้นให้นำไปเผาทิ้งหรือฝัง อย่าปล่อยทิ้งไว้ในสวนจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค

2. หลังจากที่ต้นองุ่นแตกกิ่งใบใหม่แล้ว ควรจัดกิ่งเถาให้กระจายทั่วๆ ค้าง อย่าให้ซับซ้อนกันมาก กิ่งที่ไม่ต้องการให้ตัดแต่งออกให้โปร่ง อย่าให้กิ่งห้อยย้อยลงจากค้างให้อากาศถ่ายเทสะดวกจะช่วยลดความชื้นลง และช่วยลดการระบาดของโรค

3. การฉีดสารเคมีป้องกันกำจัด ควรทำเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม โดยเริ่มฉีดครั้งแรกเมื่อเริ่มแตกยอดอ่อน ครั้งที่สองเมื่อ มีใบอ่อน 3-4 ใบ สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคนี้ได้ดี เช่น ไดแทนเอ็ม 45 อัตรา ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร หรือโลนาโคล อัตรา 1ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร เป็นต้น ควรเติมสารจับใบลงไปด้วย โดยเฉพาะในฤดูฝนจะช่วยให้สารเคมีจับใบได้ดีไม่ถูกชะล้างอย่างรวดเร็ว

 

โรคกิ่งแห้ง ( Bitter rot )

สาเหตุ เชื้อรา Greeneria uvicola (Berk & Curt.) Punithalingam

ลักษณะอาการ องุ่นแสดงอาการยอดเหี่ยวแห้งตายในสภาพยอดชี้ตั้ง มองเห็นได้ชัด ช่อองุ่นมักฝ่อ และเหี่ยวในระยะ เดือนก่อนเก็บเกี่ยว ใบที่โคนช่อแสดงอาการแห้งตายเนื่องจากเชื้อราทำลายบริเวณใกล้ตาและบริเวณง่ามกิ่ง เชื้อราเข้าทำลายเถาองุ่นทำให้แตกตาน้อย เถาแบน เมื่อตัดจะพบเนื้อไม้เป็นสีดำบางส่วนหรือเป็นทั้งหมด เชื้อราเข้าทำลายทางโคนช่อสู่ผลทำให้ผลเน่า เหี่ยวแห้ง และมีส่วนขยายพันธุ์ ( acervulus ) เป็นตุ่มเล็กๆสีดำเจริญเรียงเป็นวงๆ ทำให้องุ่นเน่ามีเมือกเยิ้มสีดำบนผลระยะหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ไวน์องุ่นมีรสขม พบว่าเชื้อราทำให้ใบองุ่นที่พักตัวระยะก่อนตัดแต่งเกิดอาการแห้งตายแบบรูปลิ่ม ( V-shape) และใต้ใบจะมี acervulus เรียงตัวกันเป็นวงๆ

การแพร่ระบาด         เชื้อราตกค้างที่ใบ เถา และผลองุ่นที่เน่าแห้งดำ แพร่ระบาดได้ดีทางลมในสภาพอากาศชื้นและฝนตกชุก เข้าทำลายทางรอยปลิดตาข้างและตามรอยแผล ตัดแต่งกิ่งและบริเวณง่ามกิ่งหรือบริเวณตาองุ่น ทำให้เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและอาหารสู่ใบและช่อองุ่นถูกตัดขาดจึงแสดงอาการเหี่ยว ในสภาพที่มีความชื้นสูงบริเวณ ตาและโคนช่อองุ่นจะพบการเข้าทำลายรุนแรงและสร้างส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราสีดำ ในสภาพที่มีโรคระบาดมากเชื้อราเข้าทำลายทางก้านช่อ เข้าทำลายผลอ่อนองุ่น ทำให้ผลฝ่อเน่าดำ

การป้องกันและกำจัด การทำความสะอาดเผาทำลายซากองุ่น ไม่ควรสุมโคนต้นด้วยเศษซากพืช เพราะเชื้อราพักตัวและขยายตัวได้ในเศษซากพืชที่ตกค้างในดิน ทำการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อราเป็นระยะๆ และกระทำทันทีเมื่อมีการปลิดตาข้าง การตัดต่างกิ่ง การซอยผลทิ้ง ระยะหลังเก็บเกี่ยวผลแล้วฉีดพ่นให้ทั่วลำต้นด้วย สารที่ใช้ได้ผลดีเช่น คาร์เบนดาซิม ( carbendazim ) และ mancozeb ควรผสมสารจับใบและฉีดพ่นให้ถี่ขึ้นเมื่อมีฝนตกชุก

 

โรคแอนแทรคโนส แสคป ( Anthacnose, Scab, Bird’s eye spot )

สาเหตุ เชื้อรา Elsinoe ampelina (De Bary) Shear anamorph – Sphaceloma ampelinum de Bary

ลักษณะอาการ มีอาการเป็นจุดสีน้ำตาลดำขอบแผลสีเข้ม เกิดกระจัดกระจายบนใบทำให้ใบอ่อนหงิกงอเนื่องจากการเจริญของผิวใบไม่สม่ำเสมอ ใบที่แก่มักแตกกลางจุด ทำให้เนื้อเยื่อที่แห้งฉีกยุ่ย ทำให้เห็นบริเวณกลางจุดเป็นรูๆ จุดดำอาจเชื่อมต่อกันในลักษณะใบหงิกงอ เชื้อราเข้าทำลายยอดอ่อนองุ่นทำให้ยอดเป็นจุดสีดำเป็นแผลแตกเกิดกระจายทั่วไป ผลองุ่นเป็นจุดดำ บนผลองุ่นเป็นแอ่งบุ๋มเล็กน้อยและพบกลุ่มสปอร์สีขาวบริเวณกลางจุด ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น การเน่าที่ผลจะเกิดได้อย่างรวดเร็ว

การแพร่ระบาด         เชื้อราสร้างสปอร์ที่ใบและแพร่ระบาดส่วนสปอร์เข้าทำลายที่ยอดหรือช่อดอก และช่อผล ลมและฝนช่วยให้สปอร์ไหลไปตามกิ่งและเถาเข้าสู่ช่อองุ่นเชื้อราเข้าทำลายได้ง่ายเมื่อผลองุ่นเป็นแผล ในฤดูฝนเชื้อราแพร่ระบาดจากแหลง เชื้อบนเศษซากพืชภายในสวนหรือบริเวณใกล้เคียงทำให้ยอดเน่าดำเป็นโรครุนแรง

การป้องกันและกำจัด ควรทำความสะอาดเผาทำลายเศษซากพืช และฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราให้เพียงพอตั้งแต่ระยะช่อดอกใบอ่อนและใบแก่ สารที่ให้ผลดีได้แก่ carbendazim การใช้สาร metalaxyl ควบคุมโรคราน้ำค้างแต่เพียงอย่างเดียวเป็นประจำจะทำให้การระบาดของโรคแอนแทรคโนสมากขึ้น

 

โรคใบจุด ( Leaf spot )

สาเหตุ เชื้อรา Alternaria sp.

ลักษณะอาการ ใบองุ่นเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ เกิดกระจัดกระจายทั่วไปจุดมักมีขนาดเล็กกว่าโรคแอนแทรคโนสและไม่แสดงอาการแผลแตกเป็นรู เชื้อราเจริญ บนผลองุ่นที่เริ่มแก่แสดงอาการเป็นจุดนูนเล็ก ๆ สีดำ ( fly speck) เมื่อแตะดูมีความรู้สึกสากมือและทำให้ผิวไม่สวย

การแพร่ระบาด เชื้อราแพร่ระบาดทางลม แหล่งเชื้อราที่ใบจะระบาดไปทางผลในสภาพอากาศที่แห้งและเย็น

การป้องกันและกำจัด ฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อราเป็นระยะๆ การใช้สาร mancozeb ผสมสารจับใบฉีดพ่นให้ทั่วใบและช่อผลในบางครั้งสลับด้วยสาร cabendazim

 

โรคราสนิม ( Rust )

สาเหตุ เชื้อรา Physopella ampelopsidis (Diet & Syd.) Comm. & amachar หรือ Phakopsora ampelopsidis (Diet. Et P. Syd.)

ลักษณะอาการ ใบองุ่นเป็นจุดเล็ก ๆ สีเหลืองด้านบนใบ จุดเกิดเป็นกลุ่ม ๆ หรือกระจัดกระจายทั่วไป ด้านใต้ใบจะมีกลุ่มเชื้อราสีเหลืองส้มเมื่อแตะดูจะติดมือได้ง่ายโรคราสนิมระบาดได้รวดเร็วทำให้ใบเหลือง แห้ง และร่วงหล่น ระยะแรก ๆ จะพบกับใบแก่ และต่อมาจะเข้าทำลายระยะใบอ่อน โรคชนิดนี้พบกับต้นองุ่นที่ห่างการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา ยอดองุ่นที่เป็นตอป่าบริเวณโคนต้นไม่ได้รับสารเคมีมักพบโรคราสนิมมาก

การแพร่ระบาด   ราสนิมแพร่ระบาดได้ดีทั้งทางลมและทางฝน และสภาพอากาศที่แห้งแล้งเป็นบางระยะการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราน้ำค้าง เช่น metalaxyl เพียงอย่างเดียวเป็นจำนวนมากจะทำให้โรคราสนิมระบาดมากขึ้น และทำให้การควบคุมโรคนี้ทำได้ยากมากขึ้น         

การป้องกันและกำจัด ควบคุมตัดแต่งให้กิ่งองุ่นโปร่ง ทำให้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดเชื้อราได้ทั่วถึง และทำลายยอดองุ่นป่าใต้พุ่มต้น ซึ่งจะเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรค หลีกเลี่ยงการใช้สาร metalaxyl จำนวนมาก แต่ควรใช้สาร mancozeb หรือ ไตรอะดิมิฟอน (triadimefon ) ฉีดพ่นควบคุมโรคนี้

 

3. โรคราแป้ง (Powdery mildew)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Oidium tuckeri

ลักษณะอาการ เป็นโรคที่ระบาดรุนแรงอีกโรคหนึ่งหรือเรียกว่า “ โรคขี้เถ้า” มักระบาดมากในช่วงอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง คือ หลังฤดูฝน และในฤดูหนาว เท่านั้น จะเข้าทำลายทุกส่วนของต้นองุ่นที่เห็นได้ชัดคือ

 อาการบนใบ ด้านบนของใบจะเห็นเป็นหย่อมๆ หรือทั่วไปบนใบ ต่อมาผงสีขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเทาและดำ บริเวณใบที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายจะมีสีเหลืองอ่อนในระยะแรก ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ถ้าเป็นโรคมากๆ ใบจะมีอาการม้วนงอได้

 อาการบนดอก ถ้าเชื้อราทำลายในขณะที่ยังเป็นดอกจะเหี่ยวแห้งติดกับกิ่ง

 อาการบนผล พบว่าเป็นทั้งผลอ่อนจนถึงผลแก่ จะเห็นผลขาวบนผลต่อมาเนื้อผิวของผลที่ถูกทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลบางครั้งผลจะแตกจนเห็นเมล็ด

อาการที่กิ่งอ่อน จะทำให้กิ่งแห้งตายไปหรือแคระแกร็นไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร

การแพร่ระบาด เชื้อราพักตัวที่บริเวณตาองุ่นในสภาพเส้นใย จะเจริญและสร้างสปอร์บนยอดที่แตกใหม่ แล้วแพร่ระบาดทำลายส่วนอื่นๆ ทางลมในสภาพอากาศที่แห้งแล้งและเย็น มีแสงแดดน้อย เชื้อราจะอยู่ข้ามฤดูหนาวในสภาพ ascospore พักตัวในcleistothecium เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิก็จะแพร่ระบาดเข้าทำลายองุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 20- 27 องศาเซลเซียส หากมีฝนตกมากการระบาดของโรคก็จะลดลง ด้วยการสร้างสปอร์ที่เป็นระยะคอดิเนียมเป็นจำนวนมากเข้าทำลายทุกส่วนของพืชที่มีสีเขียว

การป้องกันกำจัด

1. ตัดกิ่ง ใบหรือผลที่เป็นโรคเผาทำลายเพื่อมิให้เชื้อโรคแพร่ขยายไปยังส่วนอื่น

2. ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัด เช่น บีโนมิล อัตรา 5-15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ แคปแทน 48 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

 

โรคลำต้นและรากเน่าจาดเห็ด ( Armillaria stem and root rot, Oak root Fungus )

สาเหตุ เชื้อรา Armillaria mellea (Vahl ex Fr.) Kummer

ลักษณะอาการ ต้นองุ่นชะงักการเจริญเติบโต บริเวณโคนต้นมีการขยายตัวน้อย มีเชื้อราสีขาวเจริญแทรกบริเวณเปลือกในแนวตามยาวของลำต้น เมื่อเป็นโรครุนแรงเปลือกบริเวณโคนต้นจะยุ่ย มีเส้นใยของเชื้อราสีขาวเจริญระหว่างลำต้นและเปลือก เปลือกยุ่ยฉีกออกได้ง่าย เมื่อดมดูจะมีกลิ่นคล้าย ๆ เชื้อเห็ด ส่วนยอดที่มีเชื้อราเข้าทำลายโคนต้นจะชักการเจริญ และแสดงอากรเหี่ยวแห้งตายเป็นกิ่ง ๆ ในสภาพที่มีอากาศชื้นที่เพียงพอจะพบดอกเห็ดเจริญบริเวณส่วนรากใกล้โคนต้น รากจะถูกทำลายเน่าตายอย่างรวดเร็วตรวจพบมีเชื้อรา สีขาวปกคลุมรากหนาแน่น และต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ดำ

การแพร่ระบาด   เชื้อราพักตัวในรากที่เป็นโรค และแพร่ระบาดทางดินเข้าสู่รากที่เจริญมาแตะส่วนที่เป็นโรคและลุกลามสู่โคนต้น และต้นที่เป็นโรคจะเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของเชื้อรา ซึ่งจะแพร่ระบาดทางดินไปยังต้นบริเวณใกล้เคียงต่อไป

การป้องกันและกำจัด ขุดตอ ราก และรวบรวมต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย และควรหลีกเลี่ยงการปลูกไม้ผลบางชนิดที่อ่อนแอต่อเชื้อราชนิดนี้ในพื้นที่ดังกล่าว ควรรมดินบริเวณหลุมปลูกที่เคยเป็นโรคด้วย คาร์บอนไดซัลไฟด์ ( cabon disulfide ) หรือ เมทธิลโบรไมด์ ( methyl bromide ) ใช้วิธีทางชีววิถีควบคุมด้วยเชื้อรา Trichoderma sp.

 

โรคใบไหม้ ใบลวก ( Pierce’s disease )

สาเหตุ เชื้อบักเตรี PD bacterium – Xylella fastidiosa Wells et al.

ลักษณะอาการ ต้นองุ่นแสดงอาการขาดน้ำ ยอดเหี่ยวเฉาตาย ใบแสดงอาการขอบใบไหม้และมีอาการจุดซีดเหลืองขยายโต ขอบใบแห้งตายอย่างรวดเร็ว แต่บริเวณภายในของใบยังคงมีสีเขียวหรือม่วงเข้ม อาการแห้งตายจะลุกลามไปที่ฐานใบและใบที่แห้งจะร่วงเฉพาะเนื้อใบ ยังคงเหลือก้านใบติดกับกิ่ง ต่อมาก้านใบจะค่อยแห้งจากปลายเข้าไป สภาพที่มีใบไหม้มากจะทำให้ ช่อองุ่นเหี่ยวแห้งลักษณะอาการเหี่ยวแห้งของใบนั้นอาจแตกต่างกันไป ตามสภาพอุณหภูมิและความชื้นและพันธุ์องุ่นอาการดังกล่าวอาจพบเพียงบางใบและบางกิ่งเท่านั้น

การแพร่ระบาด เชื้อโรคนี้จำกัดในท่อน้ำ ( xylem ) และถ่ายทอดโดยแมลงเพลี้ยจักจั่นหลายชนิด เช่น Sharp shooter leaf hopper (Cicadellidae) และ Spittle bugs (Cercopidae) และโดยวิธีติดตาเสียบกิ่ง

การป้องกันกำจัด โดยการควบคุมการระบาดของเพลี้ยจักจั่น ด้วยกับดักหรือด้วยสาร dimethoate ส่วนวิธีทำลายเชื้อในพืชนั้นใช้สารเตทราไซคลิน ( tetracycline ) และการใช้ความร้อนโดยจุ่มในน้ำร้อน 45 องศาเซลเซียส นาน ชั่วโมง

 

โรคใบจีบคล้ายพัด (Fanleaf degeneration)

สาเหตุ เชื้อวิสา Grape Vine Fan Leaf Virus (GFLV) ร่วมกับไส้เดือนฝอย Xiphinema index

ลักษณะอาการ ลำต้นองุ่นที่เป็นโรคจะมีขนาดเล็กและมีกิ่งก้านสั้น ใบมีลักษณะผิวปกติเนื้อใบรวมกันเป็นกลุ่มไม่แผ่กระจาย กุ่มเส้นใบชิดกันทำให้ขอบใบเป็นแฉกถี่ ๆ และปลายเรียวแหลมกว่าปกติ อีกลักษณะหนึ่งของโรคคือใบจะมีเนื้อเยื่อเป็นแถบสีเหลืองรอบเส้นใบ โดยเฉพาะบริเวณปลายใบ เส้นใบมีสีขาว รูปร่างใบคล้ายปรกติหรือขอบใบปลายเรียวแหลมแตกต่างพันธ์องุ่น ช่อองุ่นมีขนาดเล็กและในแต่ละช่อจะมีผลองุ่นขนาดโตไม่เท่ากันและการเรียงตัวในช่อไม่สม่ำเสมอหรือยังมีช่อดอกหลงเหลือในช่อองุ่นที่ติดผลแล้ว

การแพร่ระบาด โดยไส้เดือนฝอย dagger nematode (Xiphinema index) Thorn & Allen ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากต้นที่เป็นโรคแล้วไปดูดกินรากต้นที่ปรกติ ทำให้เชื้อวิสาเข้าสู่ลำต้นและค่อยๆแสดงออกมาอย่างช้าๆ แล้วแพร่ระบาดทางกิ่งพันธุ์อย่างช้าๆ และเชื้อนี้ยังอาศัยอยู่ในรากใต้ดินได้นานอีกด้วย

การป้องกันกำจัด โดยใช้ต้นตอที่ปราศจากโรคและอบฆ่าเชื้อในดินด้วยสารฆ่าไส้เดือนฝอย ( Nematicide ) แต่ไม่สามารถดูดซึมเข้าทำลายไส้เดือนฝอยที่อยู่ระดับลึกภายในรากได้ นอกจากนี้ควรใช้ต้นตอที่ทนทานโรคซึ่งเป็นลูกผสมขององุ่นพันธุ์อเมริกาหลายชนิด

โรคแอนแทรคโนส หรือโรคผลเน่า หรือโรคแบลคสปอต ( Antracnose or black spot)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Colletotricchum gloeosporioides

ลักษณะอาการ โรคผลเน่าหรือโรคแอนแทรคโนสนี้ ชาวบ้านมักเรียกว่า “ โรคอีบุบ หรือ โรคลุกบุบ” เพราะอาการที่เกิดกับผลนั้นจะเป็นแผลลึกลงไปในเนื้อ โรคนี้เป็นโรคที่ระบาดอย่างช้าๆ แต่ก็รุนแรงและรักษายาก บางท้องที่บางฤดูก็เป็นปัญหาสำหรับการปลูกองุ่นมากเช่นกัน โรคนี้นอกจากจะเป็นที่ผลซึ่งพบได้ทั่วๆ ไปแล้วยังเป็นกับเถาและใบอีกด้วย โดยเชื้อราสามารถแพร่ระบาดไปกับลมและน้ำปกติแล้ว โรคแอนแทรคโนสนี้จะระบาดทำความเสียหายกับทุกส่วนขององุ่น โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อนอยู่ เช่น ยอดอ่อน กิ่งอ่อน ใบอ่อน ส่วนที่ผลก็เป็นโรคได้ทั้งในระยะผลอ่อนจนถึงระยะผลโต

 อาการที่ผล โรคนี้สามารถเข้าทำลายผลองุ่นได้ทุกขนาด ตั้งแต่เล็กจนโต ในผลอ่อนที่เป็นโรคจะเห็นจุดสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม และบุ๋มลงไปเล็กน้อย ขอบแผลสีเข้ม ถ้าอากาศชื้นๆ จะเห็นจุดสีชมพู สีส้มตรงกลางแผล ส่วนในผลแก่จะเห็นบริเวณเน่าเป็นสีน้ำตาล มีจุดสีชมพู สีส้ม เกิดขึ้นบริเวณตรงกลางแผลเต็มไปหมด ถ้าโรคยังคงเป็นต่อไปจะทำให้ผลแห้ง เปลือกเหี่ยว ผลติดกับช่อไม่ร่วงหล่น เมื่อโดนน้ำหรือน้ำค้าง เชื้อโรคก็ระบาดจากผลที่เป็นแผลไปยังผลอื่นๆ ในช่อจนกระทั่งเน่าเสียหมดทั้งช่อ

 อาการที่ใบ ในระยะที่เป็นโรคจะเห็นที่ใบเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลเป็นแผลมีรูปร่างไม่แน่นอน ตรงกลางแผลมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทา ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม ถ้าอากาศแห้งตรงที่เป็นแผลจะหลุดหายไป ทำให้ใบเป็นรู บางครั้งใบก็ม้วนงอลงมาด้านล่างแต่ไม่ร่วงในทันที ใบที่เป็นโรคจะไม่เติบโตต่อไปเมื่อเป็นโรคมากขึ้นใบจะร่วง

 ยอดอ่อน จะเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลเข้ม ต่อมาขอบแผลจะขยายออกตามความยาวของกิ่งคือ รอยแผลหัวแหลมท้ายแหลม ขอบแผลเป็นสีน้ำตาลแก่ถึงสีดำ กลางแผลสีดำขรุขระ ในฤดูฝนอากาศมีความชื้นมาก จะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูอยู่ตรงกลางแผล ถ้าเป็นแผลมากๆ ยอดจะแคระแกร็น มีการแตกยอดอ่อนมาก แต่แตกออกมาแล้วแคระแกร็น ใบที่แตกออกมาใหม่นี้ก็จะมีขนาดเล็กสีซีดผิดปกติและกิ่งจะแห้งตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด

1. ทำความสะอาดสวน เก็บกวาดกิ่งใบองุ่นที่ตกอยู่ใต้ต้นไปเผาทิ้งหรือฝังดินให้หมดเพราะส่วนต่างๆ เหล่านี้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคได้

2. เมื่อพบว่าองุ่นเป็นโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคออกก่อน แล้วจึงฉีดพ่นด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา จะช่วยทำลายเชื้อโรคที่หลงเหลืออยู่ได้มาก

3. คอยตัดแต่งกิ่ง จัดกิ่งให้โปร่ง จะช่วยลดปัญหาได้มาก โดยเฉพาะในช่วงที่โรคระบาดมาก

4. ป้องกันกำจัดโดยฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อราเป็นระยะๆ คือ พ่นสารเคมีครั้งแรกหลังจากตัดแต่งกิ่งที่เหลือ และครั้งที่สองเมื่อเริ่มแตกใบอ่อน ส่วนครั้งต่อๆ ไปดูตามความเหมาะสม สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราที่ใช้ได้ผลดีกับโรคนี้ เช่น บีโนมิล หรือ เบนเลท อัตรา 5-15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ แคปแทน 48 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือไดแทนเอ็ม 45 อัตรา ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร

โรคราสีเทา (Grey mold, Botrytis bunch rot)

สาเหตุ เชื้อรา Botrytis cinerea Pers.

Telemorph – Botryotrinia fuckeliana (de Bary) Whetzel

ลักษณะอาการ   เชื้อราสีเทาเข้าทำลายส่วนตา ยอดอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนองุ่น ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น ทำให้ช่อดอกแห้ง ช่อดอกแห้ง ช่อผลอ่อนเน่าแห้ง เรียกว่า Summer Botrytis rot ใบมีจุดสำน้ำตาลขยายโตบริเวณขอบใบผลองุ่นระยะที่กำลังเจริญเติบโต เมื่อเจอสภาพฝนตกมากจะเป็นจุดซีดจางและต่อมาเปลือกหลุดร่อนได้ง่าย ( slip skin ) ผลองุ่นแก่แสดงอาการเน่ามีเชื้อราสีเทาฟูเจริญลุกลามทำให้ผลแตก ผลเหี่ยว ฝ่อ แฟบ ( Botrytis bunch rot ) ในอุตสาหกรรมทำไวน์ได้พบว่าผลองุ่นที่เน่าชนิดนี้มีความหวานมากกว่าปรกติ และทำให้ไวน์มีรสชาติดีเป็นพิเศษ เรียกการเน่าชนิดนี้ว่า Noble Rot เชื้อราชนิดนี้สามารถพักตัวบนต้นองุ่นที่ดอกและผลองุ่น และจะเจริญลุกลามทำความเสียหายแก่ต้นองุ่นภายหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ผลนิ่ม แตก เชื้อราสร้างสปอร์สีเทาบนผลเรียกว่า grey mold rot พบกับองุ่นที่เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำ

การแพร่ระบาด เชื้อราพักตัวที่ตาและผลองุ่นที่เน่าแห้ง สปอร์จะแพร่ระบาดได้ดีในสภาพที่มีความชื้นสูงและเย็น เชื้อราเข้าทำลายระยะช่อดอกและฟักตัวที่ช่อองุ่น เมื่อผลองุ่นแก่เชื้อราจะเข้าทำลายช่อผล ทำให้ช่อองุ่นเน่า เชื้อราสร้างสปอร์เจริญฟูบนช่อองุ่นที่เน่ากลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อต่อไป

การป้องกันกำจัด รวบรวมส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อรับแสงแดด ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันเป็นระยะๆ 3 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว สารเคมีที่ใช้ เช่น ไดลอแรน, ไดคาร์บ๊อกซิไมด์ และเบนซิมิดาโซล และป้องกันองุ่นเน่าระยะหลังเก็บเกี่ยวในโรงเก็บโดยการรมควันด้วยกำมะถันและเก็บที่อุณหภูมิต่ำ

 

โรคผลเน่า ( Black mold rot )

สาเหตุ เชื้อรา Aspergillus niger Van Tiegh.

ลักษณะอาการ ผลองุ่นที่ติดช่อหนาแน่นในช่อที่แก่แตกที่ผิวตามความยาวของผล มีเชื้อราเข้าทำลายทำให้สีซีดจาง เนื้อเยื่อนิ่มมีน้ำไหลเยิ้มบริเวณกลางแผล มี กลุ่มของเชื้อราเจริญฟูระยะแรกมีสีขาว ต่อมาเปลี่ยนเป็นเป็นกลุ่มสปอร์สีดำ ในสภาพที่มีฝนตกชุกผลแก่มักแตก พบเชื้อราชนิดนี้จำนวนมาก ผลองุ่นที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงมักเป็นโรคชนิดนี้ได้ง่ายทำให้ผลมีสีซีดผิวแตกและมีเชื้อราสีน้ำตาลหรือดำเจริญปกคลุมผล

การแพร่ระบาด เชื้อราแพร่กระจายในอากาศและเมื่อมีรอยแตกขององุ่นที่แก่และสุก จะเป็นแหล่งอาหารของเชื้อรา ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และลุกลามไปยังผลข้างเคียงในช่อ

การป้องกันกำจัด ระมัดระวังการเกิดแผลบนผลองุ่นระยะใกล้เก็บเกี่ยว และเก็บผลองุ่นที่อุณหภูมิต่ำ การฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโมนิล ระยะก่อนเก็บเกี่ยวมีผลช่วยลดความเสียหายของโรคนี้ได้

ที่มาhttp://www.thaigrape.org/html/4_1_11.html