Latest Entries »

ไร่องุ่นใกล้เมืองพัทยา นาม“ซิลเวอร์เลค”(Silverlake) ห้เป็นอาณาจักรทั้งผลิตและจำหน่ายองุ่นสด ผลิตภัณฑ์ แปรรูปจากองุ่น และล่าสุดเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ประจำเมืองพัทยา ซึ่งเจ้าของไร่องุ่นแห่งนี้เป็นของอดีต นางเอกชื่อดัง คุณสุพรรษา เนื่องภิรมย์ สุพรรษา เล่าแรงบันดาลใจเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว มีโอกาส เข้าชม ไร่องุ่นต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หลายแห่งมีสภาพแวดล้อมค่อนข้างแห้งแล้ง เป็นป่าเขาโล้น แต่ก็สามารถ ทำไร่องุ่นได้ จึงเกิดความสนใจ อยากนำที่ดินใน ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเธอและสามี ซื้อเก็บไวมาพัฒนา้ เป็นไร่องุ่นดูบ้าง  จากนั้นได้เชิญเจ้าของไร่องุ่นชาวอเมริกันท่านหนึ่ง มาช่วยพิจารณา ดูสภาพ แวดล้อมที่ดินดังกล่าวว่า สามารถพัฒนาเป็นไร่องุ่นได้หรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเหมาะจะทำไร่องุ่นอย่างยิ่ง ด้วยจากข้อได้เปรียบพื้นที่ไร่่ติด กับ“พระพุทธแกะสลัก เขาชีจรรย์”และอยู่ใกล้ตัวเมืองพัทยาแค่ 20 กิโลเมตร สุพรรษา จึงปรับปรุงภูมิทัศน์ไร่องุ่น “ซิลเวอร์เลค” ให้สวยงาม รองรับเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของเมืองพัทยา โดยไม่คิดค่าเข้าชม
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
ยินดีต้อนรับสู่ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
ไร่องุ่นซิเวอร์เลค พัทยา
แปลงทดลองปลูกไร่องุ่นด้านหน้า
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
กิจกรรมภายในไร่ จะเน้นให้นักท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศการทำไร่องุ่นตามธรรมชาติจริงๆสามารถร่วมกิจกรรม ที่น่า สนใจกับรถ ATV ที่ให้คุณได้สัมผัสบรรยากาศกับการขี่เข้าชมไร และกิจกรรมอื่นๆ ที่เราจะรังสรรค์ขึ้นให้คุณ ใน อนาคต ่พร้อมบันทึกความทรงจำของความงามครั้งนี้ได้อย่างมิรู้ลืม ณ ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค “Silverlake, Pattaya Grape Escape  ในปัจจุบัน ทางไร่ได้เพิ่มกิจกรรมต่างๆมากขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าเยี่ยมชมไร่ได้สัมผัสกับ บรรยากาศอันสวยงาม ของทางไร่ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถม้าชมไร่ หรือขี่จักรยานเสือภูเขาลัดเลาะ ไปตามแนวปลูก องุ่นของไร่ หรือนั่งช้างชมบรรยากาศอันงดงาม นอกจากนั้นท่านยังสามารถสัมผัสบรรยากาศ พระอาทิตย์ตกกลางทะเลสาบโดยขี่ จักรยานน้ำซึ่งจะเป็นภาพที่ท่านมิอาจลืมได้ในอนาคตอันใกล้นี้
สัญลักษณ์ดอกทานตะวันแดงระหว่างนั่งรถชมวิว มีร้านขายนม และกาแฟด้วย
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
แปลงดอกไม้อันสวยงามด้านหน้า
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
กังหันลมยอดฮิต
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
นอกจากเราจะสามารถกินลมชมวิว สัมผัสอากาศอันริสุทธิ์ภายในไร่อุง่นซิลเวอร์เลคแล้ว ตรงข้ามไร่องุ่นยังมีร้าน อาหาร ที่ทางไร่ไว้คอย้บริการนักท่องเที่ยว บรรยากากาศของร้าน สีสันสวยงาม มองเห็นวิวไกลสุดตาน่านั่งดีแท้
ร้านอาหารของไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ไร่องุ่นซิเวอร์เลค พัทยา
พาหนะที่จะนำพาเราไปเยี่ยมชมไร่องุ่นมีให้เลือกหลายแบบตามความชอบ
ไร่องุ่นซิเวอร์เลค พัทยา รถตุ๊กๆ ,รถม้านำเที่ยว,รถพ่วงชมไร่
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค
นอกจากความงามของไร่องุ่นที่ผนวกกับความงดงามของธรรมชาติอย่างลงตัวแล้ว คุณยังสามารถเลือกซื้อองุ่นสด พันธุ์ดีจากไร่ พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากองุ่นมากมาย อาทิ น้ำองุ่น 100 %, แยมองุ่น, ลูกเกด ฯลฯ ณ โซน พลาซ่าสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้าใครอยากไปเที่ยวไร่องุ่น ซื้อผลิตภัณท์จากองุ่น หรือหา สถานที่พักผ่อน กผ่อนหย่อนใจวิวสวยริมอ่างเก็บน้ำ ที่ไร่องุ่น Silver Lake Vineyard ก็เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่หนึ่งที่น่าสนใจ อยู่ใกล้กรุงเทพ และเหมาะกับทุกเพศทุกวัยด้วยค่ะ
ข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0 3893 8123 กรุงเทพฯ โทร. 0 2231 6565 เว็บไซต์ http://www.silverlakethai.com
ก่อนกลับบ้านอย่าลืมซื้อผลิตภัณฑแปรรูปจากองุ่นไปฝากคนที่บ้านด้วยค่ะ
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค

การเดินทางไร่องุ่นซิเวอร์เลค

1. จากถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าไปอำเภอสัตหีบ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 161 ให้สังเกตุ ทางซ้ายมือ จะเห็นทางเข้า วัดเขาชีจรรย์ เลี้ยวเข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตร จะเห็นไร่องุนซิลเวอร์เลคอยู่ทางขวามือ
2. ใช้ทางหลวงพิเศษ Mortor Way มุ่งหน้าไปทางจังหวัดระยอง และชิดขวาเพื่อกลับรถเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทางหลวง หมายเลข 331 เข้าไปประมาณ 14 กิโลเมตร ให้สังเกตุทางด้านซ้ายมือ จะเห็นป้ายทางเข้าไร่องุ่นซิลเวอร์เลค เลี้ยวขวา เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตรจะเห็นไร่องุ่นซิลเวอร์เลคอยู่ทางซ้ายมือ

JqquR9zj2FQ

เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี ทั้งรสหวาน เปรี้ยว มีขายทั่วไป ปลูกกันมากกว่า 5000 ปี สามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในเขตหนาว เขตกึ่งร้อนกึ่งหนาว และเขตร้อน ประโยชน์ต่อสุขภาพ องุ่น เป็นอาหารบำรุงร่างกายอีกชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหาร ยังมีสรรพคุณทางยาที่ดีหลายชนิด สารอาหารที่สำคัญ คือน้ำตาล และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์อีกประมาณ 7-8 ชนิด น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส วิตามินซี นอกจากนี้ยังมีเหล็ก และแคล เซี่ยมองุ่นยังสามารถนำไปทำเหล้าองุ่น ซึ่งเป็นเหล้าบำรุง ส่วนเครือและราก ใช้เป็นยาขับลม ขับปัสสาวะ รักษาโรคไขข้ออักเสบ ปวดเอ็นกระดูก และมีฤทธิ์ระงับประสาท แก้ปวด แก้อาเจียนอีกด้วย การรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง คนที่ร่างกายผอมแห้ง แรงน้อย แก่ก่อนวัย ไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ารับประทานองุ่นเป็นประจำ จะช่วยเสริมทำให้ร่างกายค่อยๆแข็งแรงขึ้นได้

ที่มาhttp://student.nu.ac.th/kapook/h13.htm


ระยะเวลาการเก็บผลองุ่นจะกำหนดให้แน่นอนทำได้ยาก รวมทั้งการเก็บผลก็แล้วแต่ประโยชน์ที่จะนำไปใช้ เช่น รับประทานสด ตากแห้งหรือทำเหล้าองุ่นต้องใช้ ดุลยพินิจและความชำนาญและฤดูกาล อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตบางประการนำมาประกอบการพิจารณาในการเก็บผล ดังนี้

  • แสดงสีตามพันธุ์ออกมา เช่น สีเขียวเมื่อแก่ และสุกก็จะเป็นสีขาว
  • รสและกลิ่นหอมหวาน
  • เนื้ออ่อนนุ่ม
  • ขั้วเปลือกจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล
  • ผลดึงหลุดจากพวงได้ง่าย
  • เมล็ดล่อนจากเนื้อเป็นสีน้ำตาล

นอกจากนี้ อาจจะใช้วิธีเก็บมาชิมเพราะองุ่นบางพันธุ์เมื่อตัดแล้วนำมาแขวนทิ้งไว้สัก 2 – 3 วัน จะมีรสหวานขึ้น แสดงว่าองุ่นแก่และสุก สามารถเก็บได้

วิธีเก็บ

ใช้กรรไกรค่อย ๆ ตัดพวงองุ่นจากเถาอย่าใช้มือดึง เมื่อตัดแล้วใส่กระบะหรือถาด นำไปเก็บไว้ในห้องเย็นจะอยู่ได้นาน

ที่มาhttp://www.thaigrape.org/html/4_1_13.html

โรคองุ่นหรือโรคพืชต่าง ๆ ต่างเป็นปัญหาใหญ่ต่อเกษตรกรเป็นอย่างมากและมากต่อธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ โดยเฉพาะโรคองุ่นจะเป็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงช่วงก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และจากสภาพอากาศโดยทั่วไปของไร่องุ่น พรมชน ปรากฏว่าช่วงระยะเวลาประมาณ เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือน กุมภาพันธ์ จะเป็นช่วงที่ปลอด โรคองุ่นมากที่สุด และจะเป็นปัญหามากที่สุดในเดือนตุลาคมเนื่องด้วยมีฝนตกหนักและชุก จากสถิติ ปี ที่ผ่านมา

โรคองุ่นที่สำคัญ ที่ควรทราบและศึกษาก่อนปลูกองุ่น ตั้งแต่ระยะปลูกจนถึงระยะการเก็บเกี่ยวมีดังนี้

1. โรคราน้ำค้าง ( Downy mildew)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา PLasmopara viticola โรคราน้ำค้างนับว่าเป็นโรคที่สำคัญที่สุดสำหรับการปลูกองุ่นในบ้านเรา เป็นโรคที่ระบาดรุนแรงทำความเสียหาย มากระบาดได้ทั้งปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝนจะระบาดอย่างรุนแรง เพราะความชื้นในอากาศมีสูง

ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดได้กับส่วนต่างๆ ของต้นองุ่นทั้งใบ ช่อ ดอก ยอดอ่อน เถา และช่อผล อาการที่สังเกตได้คือ

 อาการบนใบองุ่น ใบที่ถูกโรคทำลายในระยะแรกจะเห็นเพียงจุดเล็กๆ สีเหลืองปนเขียวทางด้านบนของใบ ต่อมาจะขยายเป็นแผลโตขึ้นขนาดของรอยแผลไม่แน่นอน ในระยะนี้ถ้าดูด้านล่างของใบตรงที่เป็นแผลจะพบเชื้อราสีขาวอยู่เป็นกลุ่มเห็นได้ชัด ซึ่งตรงกลุ่มนี้เองจะมีส่วนขยายพันธุ์สามารถที่จะเจริญแพร่ระบาดติดต่อไปยังใบอื่นๆ หรือแปลงอื่นๆ โดยปลิวไปกับลม อาการของโรคจะสังเกตได้ก็ต่อเมื่อเชื้อราเข้าทำลายแล้ว 4-6 วัน

 อาการที่ยอดอ่อน ยอดอ่อนที่ถูกโรคเข้าทำลายจะแคระแกร็น ยอดสั้น มีเชื้อราสีขาวขึ้นปกคลุมยอดเห็นได้ชัดเจน ยอดอ่อนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งตายในที่สุด

 อาการที่ช่อดอก ช่อดอกที่รับเชื้อจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือเป็นหย่อมๆ อีก 2-3 วัน ต่อมาจะเห็นเชื้อราสีขาวขึ้นที่ ช่อดอกเห็นได้ชัด ช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งติดเถา โดยช่อดอกอาจแห้งจากโคนช่อ ปลายช่อ หรือกลางช่อก็ได้

 อาการที่ช่อผล จะเกิดกับผลอ่อน โดยครั้งแรกจะมีลักษณะเป็นจุดหรือลายทางๆ สีน้ำตาลที่ผล ผลเริ่มแห้งเปลือกผลเหี่ยวเปลี่ยนเป็นสีเทาปนสีน้ำเงินหรือน้ำตาลแก่ ถ้าเป็นมากผลจะเหี่ยวหมดทั้งช่อ

 อาการที่เถา-ที่มือเกาะ อาการที่มือเกาะหรือที่หนวดนั้นเริ่มจากมือเกาะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองปนเขียว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้งติดเถา สำหรับอาการที่เถาองุ่นผิวเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล มองเห็นเชื้อราสีขาวตรงกลางแผลได้ชัดเจนทำให้ยอดแคระแกร็น

การป้องกันกำจัด

1. ทำความสะอาดสวน อย่าให้รกรุงรัง กิ่งต่างๆ รวมทั้งใบที่ตัดออกจากต้นให้นำไปเผาทิ้งหรือฝัง อย่าปล่อยทิ้งไว้ในสวนจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค

2. หลังจากที่ต้นองุ่นแตกกิ่งใบใหม่แล้ว ควรจัดกิ่งเถาให้กระจายทั่วๆ ค้าง อย่าให้ซับซ้อนกันมาก กิ่งที่ไม่ต้องการให้ตัดแต่งออกให้โปร่ง อย่าให้กิ่งห้อยย้อยลงจากค้างให้อากาศถ่ายเทสะดวกจะช่วยลดความชื้นลง และช่วยลดการระบาดของโรค

3. การฉีดสารเคมีป้องกันกำจัด ควรทำเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม โดยเริ่มฉีดครั้งแรกเมื่อเริ่มแตกยอดอ่อน ครั้งที่สองเมื่อ มีใบอ่อน 3-4 ใบ สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคนี้ได้ดี เช่น ไดแทนเอ็ม 45 อัตรา ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร หรือโลนาโคล อัตรา 1ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร เป็นต้น ควรเติมสารจับใบลงไปด้วย โดยเฉพาะในฤดูฝนจะช่วยให้สารเคมีจับใบได้ดีไม่ถูกชะล้างอย่างรวดเร็ว

 

โรคกิ่งแห้ง ( Bitter rot )

สาเหตุ เชื้อรา Greeneria uvicola (Berk & Curt.) Punithalingam

ลักษณะอาการ องุ่นแสดงอาการยอดเหี่ยวแห้งตายในสภาพยอดชี้ตั้ง มองเห็นได้ชัด ช่อองุ่นมักฝ่อ และเหี่ยวในระยะ เดือนก่อนเก็บเกี่ยว ใบที่โคนช่อแสดงอาการแห้งตายเนื่องจากเชื้อราทำลายบริเวณใกล้ตาและบริเวณง่ามกิ่ง เชื้อราเข้าทำลายเถาองุ่นทำให้แตกตาน้อย เถาแบน เมื่อตัดจะพบเนื้อไม้เป็นสีดำบางส่วนหรือเป็นทั้งหมด เชื้อราเข้าทำลายทางโคนช่อสู่ผลทำให้ผลเน่า เหี่ยวแห้ง และมีส่วนขยายพันธุ์ ( acervulus ) เป็นตุ่มเล็กๆสีดำเจริญเรียงเป็นวงๆ ทำให้องุ่นเน่ามีเมือกเยิ้มสีดำบนผลระยะหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ไวน์องุ่นมีรสขม พบว่าเชื้อราทำให้ใบองุ่นที่พักตัวระยะก่อนตัดแต่งเกิดอาการแห้งตายแบบรูปลิ่ม ( V-shape) และใต้ใบจะมี acervulus เรียงตัวกันเป็นวงๆ

การแพร่ระบาด         เชื้อราตกค้างที่ใบ เถา และผลองุ่นที่เน่าแห้งดำ แพร่ระบาดได้ดีทางลมในสภาพอากาศชื้นและฝนตกชุก เข้าทำลายทางรอยปลิดตาข้างและตามรอยแผล ตัดแต่งกิ่งและบริเวณง่ามกิ่งหรือบริเวณตาองุ่น ทำให้เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและอาหารสู่ใบและช่อองุ่นถูกตัดขาดจึงแสดงอาการเหี่ยว ในสภาพที่มีความชื้นสูงบริเวณ ตาและโคนช่อองุ่นจะพบการเข้าทำลายรุนแรงและสร้างส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราสีดำ ในสภาพที่มีโรคระบาดมากเชื้อราเข้าทำลายทางก้านช่อ เข้าทำลายผลอ่อนองุ่น ทำให้ผลฝ่อเน่าดำ

การป้องกันและกำจัด การทำความสะอาดเผาทำลายซากองุ่น ไม่ควรสุมโคนต้นด้วยเศษซากพืช เพราะเชื้อราพักตัวและขยายตัวได้ในเศษซากพืชที่ตกค้างในดิน ทำการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อราเป็นระยะๆ และกระทำทันทีเมื่อมีการปลิดตาข้าง การตัดต่างกิ่ง การซอยผลทิ้ง ระยะหลังเก็บเกี่ยวผลแล้วฉีดพ่นให้ทั่วลำต้นด้วย สารที่ใช้ได้ผลดีเช่น คาร์เบนดาซิม ( carbendazim ) และ mancozeb ควรผสมสารจับใบและฉีดพ่นให้ถี่ขึ้นเมื่อมีฝนตกชุก

 

โรคแอนแทรคโนส แสคป ( Anthacnose, Scab, Bird’s eye spot )

สาเหตุ เชื้อรา Elsinoe ampelina (De Bary) Shear anamorph – Sphaceloma ampelinum de Bary

ลักษณะอาการ มีอาการเป็นจุดสีน้ำตาลดำขอบแผลสีเข้ม เกิดกระจัดกระจายบนใบทำให้ใบอ่อนหงิกงอเนื่องจากการเจริญของผิวใบไม่สม่ำเสมอ ใบที่แก่มักแตกกลางจุด ทำให้เนื้อเยื่อที่แห้งฉีกยุ่ย ทำให้เห็นบริเวณกลางจุดเป็นรูๆ จุดดำอาจเชื่อมต่อกันในลักษณะใบหงิกงอ เชื้อราเข้าทำลายยอดอ่อนองุ่นทำให้ยอดเป็นจุดสีดำเป็นแผลแตกเกิดกระจายทั่วไป ผลองุ่นเป็นจุดดำ บนผลองุ่นเป็นแอ่งบุ๋มเล็กน้อยและพบกลุ่มสปอร์สีขาวบริเวณกลางจุด ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น การเน่าที่ผลจะเกิดได้อย่างรวดเร็ว

การแพร่ระบาด         เชื้อราสร้างสปอร์ที่ใบและแพร่ระบาดส่วนสปอร์เข้าทำลายที่ยอดหรือช่อดอก และช่อผล ลมและฝนช่วยให้สปอร์ไหลไปตามกิ่งและเถาเข้าสู่ช่อองุ่นเชื้อราเข้าทำลายได้ง่ายเมื่อผลองุ่นเป็นแผล ในฤดูฝนเชื้อราแพร่ระบาดจากแหลง เชื้อบนเศษซากพืชภายในสวนหรือบริเวณใกล้เคียงทำให้ยอดเน่าดำเป็นโรครุนแรง

การป้องกันและกำจัด ควรทำความสะอาดเผาทำลายเศษซากพืช และฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราให้เพียงพอตั้งแต่ระยะช่อดอกใบอ่อนและใบแก่ สารที่ให้ผลดีได้แก่ carbendazim การใช้สาร metalaxyl ควบคุมโรคราน้ำค้างแต่เพียงอย่างเดียวเป็นประจำจะทำให้การระบาดของโรคแอนแทรคโนสมากขึ้น

 

โรคใบจุด ( Leaf spot )

สาเหตุ เชื้อรา Alternaria sp.

ลักษณะอาการ ใบองุ่นเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ เกิดกระจัดกระจายทั่วไปจุดมักมีขนาดเล็กกว่าโรคแอนแทรคโนสและไม่แสดงอาการแผลแตกเป็นรู เชื้อราเจริญ บนผลองุ่นที่เริ่มแก่แสดงอาการเป็นจุดนูนเล็ก ๆ สีดำ ( fly speck) เมื่อแตะดูมีความรู้สึกสากมือและทำให้ผิวไม่สวย

การแพร่ระบาด เชื้อราแพร่ระบาดทางลม แหล่งเชื้อราที่ใบจะระบาดไปทางผลในสภาพอากาศที่แห้งและเย็น

การป้องกันและกำจัด ฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อราเป็นระยะๆ การใช้สาร mancozeb ผสมสารจับใบฉีดพ่นให้ทั่วใบและช่อผลในบางครั้งสลับด้วยสาร cabendazim

 

โรคราสนิม ( Rust )

สาเหตุ เชื้อรา Physopella ampelopsidis (Diet & Syd.) Comm. & amachar หรือ Phakopsora ampelopsidis (Diet. Et P. Syd.)

ลักษณะอาการ ใบองุ่นเป็นจุดเล็ก ๆ สีเหลืองด้านบนใบ จุดเกิดเป็นกลุ่ม ๆ หรือกระจัดกระจายทั่วไป ด้านใต้ใบจะมีกลุ่มเชื้อราสีเหลืองส้มเมื่อแตะดูจะติดมือได้ง่ายโรคราสนิมระบาดได้รวดเร็วทำให้ใบเหลือง แห้ง และร่วงหล่น ระยะแรก ๆ จะพบกับใบแก่ และต่อมาจะเข้าทำลายระยะใบอ่อน โรคชนิดนี้พบกับต้นองุ่นที่ห่างการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา ยอดองุ่นที่เป็นตอป่าบริเวณโคนต้นไม่ได้รับสารเคมีมักพบโรคราสนิมมาก

การแพร่ระบาด   ราสนิมแพร่ระบาดได้ดีทั้งทางลมและทางฝน และสภาพอากาศที่แห้งแล้งเป็นบางระยะการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราน้ำค้าง เช่น metalaxyl เพียงอย่างเดียวเป็นจำนวนมากจะทำให้โรคราสนิมระบาดมากขึ้น และทำให้การควบคุมโรคนี้ทำได้ยากมากขึ้น         

การป้องกันและกำจัด ควบคุมตัดแต่งให้กิ่งองุ่นโปร่ง ทำให้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดเชื้อราได้ทั่วถึง และทำลายยอดองุ่นป่าใต้พุ่มต้น ซึ่งจะเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรค หลีกเลี่ยงการใช้สาร metalaxyl จำนวนมาก แต่ควรใช้สาร mancozeb หรือ ไตรอะดิมิฟอน (triadimefon ) ฉีดพ่นควบคุมโรคนี้

 

3. โรคราแป้ง (Powdery mildew)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Oidium tuckeri

ลักษณะอาการ เป็นโรคที่ระบาดรุนแรงอีกโรคหนึ่งหรือเรียกว่า “ โรคขี้เถ้า” มักระบาดมากในช่วงอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง คือ หลังฤดูฝน และในฤดูหนาว เท่านั้น จะเข้าทำลายทุกส่วนของต้นองุ่นที่เห็นได้ชัดคือ

 อาการบนใบ ด้านบนของใบจะเห็นเป็นหย่อมๆ หรือทั่วไปบนใบ ต่อมาผงสีขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเทาและดำ บริเวณใบที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายจะมีสีเหลืองอ่อนในระยะแรก ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำ ถ้าเป็นโรคมากๆ ใบจะมีอาการม้วนงอได้

 อาการบนดอก ถ้าเชื้อราทำลายในขณะที่ยังเป็นดอกจะเหี่ยวแห้งติดกับกิ่ง

 อาการบนผล พบว่าเป็นทั้งผลอ่อนจนถึงผลแก่ จะเห็นผลขาวบนผลต่อมาเนื้อผิวของผลที่ถูกทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลบางครั้งผลจะแตกจนเห็นเมล็ด

อาการที่กิ่งอ่อน จะทำให้กิ่งแห้งตายไปหรือแคระแกร็นไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร

การแพร่ระบาด เชื้อราพักตัวที่บริเวณตาองุ่นในสภาพเส้นใย จะเจริญและสร้างสปอร์บนยอดที่แตกใหม่ แล้วแพร่ระบาดทำลายส่วนอื่นๆ ทางลมในสภาพอากาศที่แห้งแล้งและเย็น มีแสงแดดน้อย เชื้อราจะอยู่ข้ามฤดูหนาวในสภาพ ascospore พักตัวในcleistothecium เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิก็จะแพร่ระบาดเข้าทำลายองุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 20- 27 องศาเซลเซียส หากมีฝนตกมากการระบาดของโรคก็จะลดลง ด้วยการสร้างสปอร์ที่เป็นระยะคอดิเนียมเป็นจำนวนมากเข้าทำลายทุกส่วนของพืชที่มีสีเขียว

การป้องกันกำจัด

1. ตัดกิ่ง ใบหรือผลที่เป็นโรคเผาทำลายเพื่อมิให้เชื้อโรคแพร่ขยายไปยังส่วนอื่น

2. ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัด เช่น บีโนมิล อัตรา 5-15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ แคปแทน 48 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

 

โรคลำต้นและรากเน่าจาดเห็ด ( Armillaria stem and root rot, Oak root Fungus )

สาเหตุ เชื้อรา Armillaria mellea (Vahl ex Fr.) Kummer

ลักษณะอาการ ต้นองุ่นชะงักการเจริญเติบโต บริเวณโคนต้นมีการขยายตัวน้อย มีเชื้อราสีขาวเจริญแทรกบริเวณเปลือกในแนวตามยาวของลำต้น เมื่อเป็นโรครุนแรงเปลือกบริเวณโคนต้นจะยุ่ย มีเส้นใยของเชื้อราสีขาวเจริญระหว่างลำต้นและเปลือก เปลือกยุ่ยฉีกออกได้ง่าย เมื่อดมดูจะมีกลิ่นคล้าย ๆ เชื้อเห็ด ส่วนยอดที่มีเชื้อราเข้าทำลายโคนต้นจะชักการเจริญ และแสดงอากรเหี่ยวแห้งตายเป็นกิ่ง ๆ ในสภาพที่มีอากาศชื้นที่เพียงพอจะพบดอกเห็ดเจริญบริเวณส่วนรากใกล้โคนต้น รากจะถูกทำลายเน่าตายอย่างรวดเร็วตรวจพบมีเชื้อรา สีขาวปกคลุมรากหนาแน่น และต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ดำ

การแพร่ระบาด   เชื้อราพักตัวในรากที่เป็นโรค และแพร่ระบาดทางดินเข้าสู่รากที่เจริญมาแตะส่วนที่เป็นโรคและลุกลามสู่โคนต้น และต้นที่เป็นโรคจะเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของเชื้อรา ซึ่งจะแพร่ระบาดทางดินไปยังต้นบริเวณใกล้เคียงต่อไป

การป้องกันและกำจัด ขุดตอ ราก และรวบรวมต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย และควรหลีกเลี่ยงการปลูกไม้ผลบางชนิดที่อ่อนแอต่อเชื้อราชนิดนี้ในพื้นที่ดังกล่าว ควรรมดินบริเวณหลุมปลูกที่เคยเป็นโรคด้วย คาร์บอนไดซัลไฟด์ ( cabon disulfide ) หรือ เมทธิลโบรไมด์ ( methyl bromide ) ใช้วิธีทางชีววิถีควบคุมด้วยเชื้อรา Trichoderma sp.

 

โรคใบไหม้ ใบลวก ( Pierce’s disease )

สาเหตุ เชื้อบักเตรี PD bacterium – Xylella fastidiosa Wells et al.

ลักษณะอาการ ต้นองุ่นแสดงอาการขาดน้ำ ยอดเหี่ยวเฉาตาย ใบแสดงอาการขอบใบไหม้และมีอาการจุดซีดเหลืองขยายโต ขอบใบแห้งตายอย่างรวดเร็ว แต่บริเวณภายในของใบยังคงมีสีเขียวหรือม่วงเข้ม อาการแห้งตายจะลุกลามไปที่ฐานใบและใบที่แห้งจะร่วงเฉพาะเนื้อใบ ยังคงเหลือก้านใบติดกับกิ่ง ต่อมาก้านใบจะค่อยแห้งจากปลายเข้าไป สภาพที่มีใบไหม้มากจะทำให้ ช่อองุ่นเหี่ยวแห้งลักษณะอาการเหี่ยวแห้งของใบนั้นอาจแตกต่างกันไป ตามสภาพอุณหภูมิและความชื้นและพันธุ์องุ่นอาการดังกล่าวอาจพบเพียงบางใบและบางกิ่งเท่านั้น

การแพร่ระบาด เชื้อโรคนี้จำกัดในท่อน้ำ ( xylem ) และถ่ายทอดโดยแมลงเพลี้ยจักจั่นหลายชนิด เช่น Sharp shooter leaf hopper (Cicadellidae) และ Spittle bugs (Cercopidae) และโดยวิธีติดตาเสียบกิ่ง

การป้องกันกำจัด โดยการควบคุมการระบาดของเพลี้ยจักจั่น ด้วยกับดักหรือด้วยสาร dimethoate ส่วนวิธีทำลายเชื้อในพืชนั้นใช้สารเตทราไซคลิน ( tetracycline ) และการใช้ความร้อนโดยจุ่มในน้ำร้อน 45 องศาเซลเซียส นาน ชั่วโมง

 

โรคใบจีบคล้ายพัด (Fanleaf degeneration)

สาเหตุ เชื้อวิสา Grape Vine Fan Leaf Virus (GFLV) ร่วมกับไส้เดือนฝอย Xiphinema index

ลักษณะอาการ ลำต้นองุ่นที่เป็นโรคจะมีขนาดเล็กและมีกิ่งก้านสั้น ใบมีลักษณะผิวปกติเนื้อใบรวมกันเป็นกลุ่มไม่แผ่กระจาย กุ่มเส้นใบชิดกันทำให้ขอบใบเป็นแฉกถี่ ๆ และปลายเรียวแหลมกว่าปกติ อีกลักษณะหนึ่งของโรคคือใบจะมีเนื้อเยื่อเป็นแถบสีเหลืองรอบเส้นใบ โดยเฉพาะบริเวณปลายใบ เส้นใบมีสีขาว รูปร่างใบคล้ายปรกติหรือขอบใบปลายเรียวแหลมแตกต่างพันธ์องุ่น ช่อองุ่นมีขนาดเล็กและในแต่ละช่อจะมีผลองุ่นขนาดโตไม่เท่ากันและการเรียงตัวในช่อไม่สม่ำเสมอหรือยังมีช่อดอกหลงเหลือในช่อองุ่นที่ติดผลแล้ว

การแพร่ระบาด โดยไส้เดือนฝอย dagger nematode (Xiphinema index) Thorn & Allen ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากต้นที่เป็นโรคแล้วไปดูดกินรากต้นที่ปรกติ ทำให้เชื้อวิสาเข้าสู่ลำต้นและค่อยๆแสดงออกมาอย่างช้าๆ แล้วแพร่ระบาดทางกิ่งพันธุ์อย่างช้าๆ และเชื้อนี้ยังอาศัยอยู่ในรากใต้ดินได้นานอีกด้วย

การป้องกันกำจัด โดยใช้ต้นตอที่ปราศจากโรคและอบฆ่าเชื้อในดินด้วยสารฆ่าไส้เดือนฝอย ( Nematicide ) แต่ไม่สามารถดูดซึมเข้าทำลายไส้เดือนฝอยที่อยู่ระดับลึกภายในรากได้ นอกจากนี้ควรใช้ต้นตอที่ทนทานโรคซึ่งเป็นลูกผสมขององุ่นพันธุ์อเมริกาหลายชนิด

โรคแอนแทรคโนส หรือโรคผลเน่า หรือโรคแบลคสปอต ( Antracnose or black spot)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Colletotricchum gloeosporioides

ลักษณะอาการ โรคผลเน่าหรือโรคแอนแทรคโนสนี้ ชาวบ้านมักเรียกว่า “ โรคอีบุบ หรือ โรคลุกบุบ” เพราะอาการที่เกิดกับผลนั้นจะเป็นแผลลึกลงไปในเนื้อ โรคนี้เป็นโรคที่ระบาดอย่างช้าๆ แต่ก็รุนแรงและรักษายาก บางท้องที่บางฤดูก็เป็นปัญหาสำหรับการปลูกองุ่นมากเช่นกัน โรคนี้นอกจากจะเป็นที่ผลซึ่งพบได้ทั่วๆ ไปแล้วยังเป็นกับเถาและใบอีกด้วย โดยเชื้อราสามารถแพร่ระบาดไปกับลมและน้ำปกติแล้ว โรคแอนแทรคโนสนี้จะระบาดทำความเสียหายกับทุกส่วนขององุ่น โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อนอยู่ เช่น ยอดอ่อน กิ่งอ่อน ใบอ่อน ส่วนที่ผลก็เป็นโรคได้ทั้งในระยะผลอ่อนจนถึงระยะผลโต

 อาการที่ผล โรคนี้สามารถเข้าทำลายผลองุ่นได้ทุกขนาด ตั้งแต่เล็กจนโต ในผลอ่อนที่เป็นโรคจะเห็นจุดสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม และบุ๋มลงไปเล็กน้อย ขอบแผลสีเข้ม ถ้าอากาศชื้นๆ จะเห็นจุดสีชมพู สีส้มตรงกลางแผล ส่วนในผลแก่จะเห็นบริเวณเน่าเป็นสีน้ำตาล มีจุดสีชมพู สีส้ม เกิดขึ้นบริเวณตรงกลางแผลเต็มไปหมด ถ้าโรคยังคงเป็นต่อไปจะทำให้ผลแห้ง เปลือกเหี่ยว ผลติดกับช่อไม่ร่วงหล่น เมื่อโดนน้ำหรือน้ำค้าง เชื้อโรคก็ระบาดจากผลที่เป็นแผลไปยังผลอื่นๆ ในช่อจนกระทั่งเน่าเสียหมดทั้งช่อ

 อาการที่ใบ ในระยะที่เป็นโรคจะเห็นที่ใบเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลเป็นแผลมีรูปร่างไม่แน่นอน ตรงกลางแผลมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทา ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม ถ้าอากาศแห้งตรงที่เป็นแผลจะหลุดหายไป ทำให้ใบเป็นรู บางครั้งใบก็ม้วนงอลงมาด้านล่างแต่ไม่ร่วงในทันที ใบที่เป็นโรคจะไม่เติบโตต่อไปเมื่อเป็นโรคมากขึ้นใบจะร่วง

 ยอดอ่อน จะเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลเข้ม ต่อมาขอบแผลจะขยายออกตามความยาวของกิ่งคือ รอยแผลหัวแหลมท้ายแหลม ขอบแผลเป็นสีน้ำตาลแก่ถึงสีดำ กลางแผลสีดำขรุขระ ในฤดูฝนอากาศมีความชื้นมาก จะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูอยู่ตรงกลางแผล ถ้าเป็นแผลมากๆ ยอดจะแคระแกร็น มีการแตกยอดอ่อนมาก แต่แตกออกมาแล้วแคระแกร็น ใบที่แตกออกมาใหม่นี้ก็จะมีขนาดเล็กสีซีดผิดปกติและกิ่งจะแห้งตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด

1. ทำความสะอาดสวน เก็บกวาดกิ่งใบองุ่นที่ตกอยู่ใต้ต้นไปเผาทิ้งหรือฝังดินให้หมดเพราะส่วนต่างๆ เหล่านี้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคได้

2. เมื่อพบว่าองุ่นเป็นโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคออกก่อน แล้วจึงฉีดพ่นด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา จะช่วยทำลายเชื้อโรคที่หลงเหลืออยู่ได้มาก

3. คอยตัดแต่งกิ่ง จัดกิ่งให้โปร่ง จะช่วยลดปัญหาได้มาก โดยเฉพาะในช่วงที่โรคระบาดมาก

4. ป้องกันกำจัดโดยฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อราเป็นระยะๆ คือ พ่นสารเคมีครั้งแรกหลังจากตัดแต่งกิ่งที่เหลือ และครั้งที่สองเมื่อเริ่มแตกใบอ่อน ส่วนครั้งต่อๆ ไปดูตามความเหมาะสม สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราที่ใช้ได้ผลดีกับโรคนี้ เช่น บีโนมิล หรือ เบนเลท อัตรา 5-15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ แคปแทน 48 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือไดแทนเอ็ม 45 อัตรา ช้อนโต๊ะ/น้ำ 20 ลิตร

โรคราสีเทา (Grey mold, Botrytis bunch rot)

สาเหตุ เชื้อรา Botrytis cinerea Pers.

Telemorph – Botryotrinia fuckeliana (de Bary) Whetzel

ลักษณะอาการ   เชื้อราสีเทาเข้าทำลายส่วนตา ยอดอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนองุ่น ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น ทำให้ช่อดอกแห้ง ช่อดอกแห้ง ช่อผลอ่อนเน่าแห้ง เรียกว่า Summer Botrytis rot ใบมีจุดสำน้ำตาลขยายโตบริเวณขอบใบผลองุ่นระยะที่กำลังเจริญเติบโต เมื่อเจอสภาพฝนตกมากจะเป็นจุดซีดจางและต่อมาเปลือกหลุดร่อนได้ง่าย ( slip skin ) ผลองุ่นแก่แสดงอาการเน่ามีเชื้อราสีเทาฟูเจริญลุกลามทำให้ผลแตก ผลเหี่ยว ฝ่อ แฟบ ( Botrytis bunch rot ) ในอุตสาหกรรมทำไวน์ได้พบว่าผลองุ่นที่เน่าชนิดนี้มีความหวานมากกว่าปรกติ และทำให้ไวน์มีรสชาติดีเป็นพิเศษ เรียกการเน่าชนิดนี้ว่า Noble Rot เชื้อราชนิดนี้สามารถพักตัวบนต้นองุ่นที่ดอกและผลองุ่น และจะเจริญลุกลามทำความเสียหายแก่ต้นองุ่นภายหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ผลนิ่ม แตก เชื้อราสร้างสปอร์สีเทาบนผลเรียกว่า grey mold rot พบกับองุ่นที่เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำ

การแพร่ระบาด เชื้อราพักตัวที่ตาและผลองุ่นที่เน่าแห้ง สปอร์จะแพร่ระบาดได้ดีในสภาพที่มีความชื้นสูงและเย็น เชื้อราเข้าทำลายระยะช่อดอกและฟักตัวที่ช่อองุ่น เมื่อผลองุ่นแก่เชื้อราจะเข้าทำลายช่อผล ทำให้ช่อองุ่นเน่า เชื้อราสร้างสปอร์เจริญฟูบนช่อองุ่นที่เน่ากลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อต่อไป

การป้องกันกำจัด รวบรวมส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อรับแสงแดด ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันเป็นระยะๆ 3 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว สารเคมีที่ใช้ เช่น ไดลอแรน, ไดคาร์บ๊อกซิไมด์ และเบนซิมิดาโซล และป้องกันองุ่นเน่าระยะหลังเก็บเกี่ยวในโรงเก็บโดยการรมควันด้วยกำมะถันและเก็บที่อุณหภูมิต่ำ

 

โรคผลเน่า ( Black mold rot )

สาเหตุ เชื้อรา Aspergillus niger Van Tiegh.

ลักษณะอาการ ผลองุ่นที่ติดช่อหนาแน่นในช่อที่แก่แตกที่ผิวตามความยาวของผล มีเชื้อราเข้าทำลายทำให้สีซีดจาง เนื้อเยื่อนิ่มมีน้ำไหลเยิ้มบริเวณกลางแผล มี กลุ่มของเชื้อราเจริญฟูระยะแรกมีสีขาว ต่อมาเปลี่ยนเป็นเป็นกลุ่มสปอร์สีดำ ในสภาพที่มีฝนตกชุกผลแก่มักแตก พบเชื้อราชนิดนี้จำนวนมาก ผลองุ่นที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงมักเป็นโรคชนิดนี้ได้ง่ายทำให้ผลมีสีซีดผิวแตกและมีเชื้อราสีน้ำตาลหรือดำเจริญปกคลุมผล

การแพร่ระบาด เชื้อราแพร่กระจายในอากาศและเมื่อมีรอยแตกขององุ่นที่แก่และสุก จะเป็นแหล่งอาหารของเชื้อรา ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และลุกลามไปยังผลข้างเคียงในช่อ

การป้องกันกำจัด ระมัดระวังการเกิดแผลบนผลองุ่นระยะใกล้เก็บเกี่ยว และเก็บผลองุ่นที่อุณหภูมิต่ำ การฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโมนิล ระยะก่อนเก็บเกี่ยวมีผลช่วยลดความเสียหายของโรคนี้ได้

ที่มาhttp://www.thaigrape.org/html/4_1_11.html

องุ่นต้องได้รับการตัดแต่งอย่างนานสุดไม่เกิน เดือน หลังการตัดแต่งครั้งที่แล้ว ถ้าไม่ตัดแต่งหรือตัดแต่งผิดวิธี จะทำให้มีผลเสียตามมามากมาย เช่น    ต้นองุ่นจะให้ผลผลิตน้อย หรือบางทีไม่มีออกดอกออกผลเลย    มีโรคและแมลงสะสม    ทรงพุ่มหลุดออกจากรูปแบบที่ต้องการ ( out of form)   มีตาดอกน้อย    การกระจายตัวของแสงในทรงพุ่มไม่สม่ำเสมอ     ลูกมีขนาดเล็กและเข้าสีไม่ดี    อีกทั้งยังทำให้การตัดแต่งกิ่งในฤดูถัดไปยากยิ่งขึ้น

การตัดแต่งทรงต้นในระยะเลี้ยงเถา

องุ่นเป็นพืชที่เจริญเติบโต และมีการแตกกิ่งก้านสาขาเร็วจึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นองุ่นเจริญเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ต้นองุ่นที่ปลูกเสร็จแล้วให้หาไม้รวกปักขนาบลำต้นแล้วจึงผูกต้นชิดกับเสาเพื่อบังคับให้ต้นตั้งตรง ในระหว่างนี้ตาข้างจะเจริญพร้อมกับตายอด ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การเจริญส่วนยอดลดลง ดังนั้นจึงต้องตัดตาข้างทิ้งเสมอๆ และผูกให้ยอดองุ่นตั้งตรง เมื่อต้นองุ่นเติบโตจนมีความสูง 1.5 เมตร หรือจากยอดถึงระดับค้าง หรือเสมอระดับลวด ต้องตัดยอดทิ้ง จัดกิ่งให้อยู่ตรงข้ามกันเพื่อให้ตาข้างที่อยู่บริเวณยอดเจริญออกมา 2 ยอดตรงข้ามกัน ซึ่งจะเอาไว้ทั้ง กิ่งหรือกิ่งเดียวกันก็ได้ ถ้าเอาไว้ กิ่งให้จัดกิ่งทั้งสองอยู่ตรงข้ามกัน การไว้ทั้ง กิ่งมักพบปัญหาคือ กิ่งทั้ง เจริญเติบโตไม่เท่ากัน ทำให้การกระจายของผลไม่สม่ำเสมอกันจึงมักนิยมไว้กิ่งเพียงกิ่งเดียว คือหลังจากที่ตัดยอด และตาแตกออกมาเป็นกิ่งแล้ว ให้เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรงไว้เพียงกิ่งเดียว อีกกิ่งหนึ่งตัดออก กิ่งที่คงค้างไว้ของทุกต้นให้จัดกิ่งหันไปในทิศทางเดียวกันคืนหันไปทางหัวแปลงหรือท้ายแปลง หลังจากที่จัดกิ่งให้หันไปในทิศที่ต้องการแล้ว เมื่อกิ่งนั้นยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดออก กิ่งนั้นจะแตกตาใหม่เติบโตเป็นกิ่งใหม่ กิ่งให้คงเหลือ ไว้ทั้ง กิ่ง และเมื่อกิ่งใหม่ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ก็ตัดยอดอีกและเหลือไว้ทั้ง กิ่งเช่นเดียวกัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งองุ่นเต็มค้างจึงหยุดการตัดยอด ในระหว่างที่ตัดยอดให้กิ่งแตกใหม่นั้น จะต้องจัดกิ่งให้กระจายเต็มค้างอย่างทั่วถึงอย่าให้ทับกันหรือซ้อนกันมาก จัดให้กิ่งอยู่บนค้างเสมอ อย่าให้กิ่งชูโด่งขึ้นไปด้านบนหรือห้อยย้อยลงด้านล่าง การจัดกิ่งให้อยู่ในที่ที่ต้องการอาจจะใช้เชือกกล้วยผูกมักกับลวดก็ได้ เพราะเชือกกล้วยจะผุเปื่อยเร็ว ทำให้การตัดแต่งกิ่งในครั้งต่อไปทำได้สะดวก กิ่งเหล่านี้เรียกว่า “เคน” ซึ่งเป็นกิ่งที่ใช้ตัดแต่งเพื่อการออกดอกต่อไป ช่วงการเจริญเติบโตของต้นองุ่นตั้งแต่ปลูกตัดแต่งทรงต้นจนต้นมีอายุพอที่จะตัดแต่งกิ่งได้เรียกว่า “ ระยะเลี้ยงเถา” ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน

การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ออกดอก

ต้นองุ่นที่นำมาปลูกในบ้านเรานั้นถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งแล้วจะไม่ออกดอกหรือออกเพียงเล็กน้อยให้ผลที่ไม่สมบูรณ์ การจะให้ต้นองุ่นออกดอกได้ต้องตัดแต่งกิ่งช่วยหลังจากต้นองุ่นพักตัวอย่างเต็มที่แล้วและก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้องงดการให้น้ำ วัน เพื่อให้องุ่นออกดอกได้มากอายุการตัดแต่งให้ออกดอกในครั้งแรกหรือ “มีดแรก” ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น อายุของต้น และพันธุ์ เป็นต้น เช่น

 องุ่นพันธุ์คาร์ดินัล ตัดแต่งได้เมื่ออายุ 9-10 เดือน หลังจากการปลูกในแปลงจริง

 องุ่นพันธุ์ไวท์มะละกา ตัดแต่งกิ่งได้เมื่ออายุ 10-12 เดือน หลังจากปลูกในแปลงจริง

กิ่งที่จะตัดแต่งเพื่อให้ออกดอกจะต้องเป็นกิ่งที่แก่จัด กิ่งเป็นสีน้ำตาล ใบแก่จัด ดังนั้นก่อนการตัดแต่งจะต้องงดให้น้ำ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นองุ่นพักตัวอย่างเต็มที่ การตัดแต่งให้ใช้กรรไกรตัดกิ่งช่วงสุดท้ายให้สั้นลง ความยาวของกิ่งที่เหลือขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นด้วย เช่น

 พันธุ์คาร์ดินัล ให้ตัดสั้นเหลือเพียง 3-4 ตา

 พันธุ์มะละกา ให้ตัดสั้นเหลือเพียง 5-6 ตา

ถ้าเป็นกิ่งอ่อนควรเว้นตาไว้เพิ่มขึ้นและนำกิ่งที่ตัดออกจากแปลงปลูกไปเผาทิ้งหรือฝังเสีย อย่าปล่อยทิ้งไว้ใต้ต้นเพราะจะเป็นที่อยู่อาศัยของโรคแมลงต่างๆ ที่จะเข้าทำลายองุ่นได้ แล้วจึงเริ่มให้น้ำแก่ต้นองุ่น หลังจากนั้น 15 วันต้นองุ่นจะเริ่มแตกกิ่งใหม่ ซึ่งกิ่งใหม่ที่แตกออกมานี้จะมี พวกคือ พวกหนึ่งมีช่อดอกอยู่ด้วย และอีกพวกหนึ่งมีแต่ใบอย่างเดียว สามารถสังเกตได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ คือ ถ้ากิ่งไม่มีช่อดอกติดออกมาด้วยแสดงว่า กิ่งนั้นจะมีแต่ใบอย่างเดียว เพราะช่อดอกจะปรากฏอยู่บริเวณโคนกิ่งที่แตกออกมาใหม่นี้เท่านั้น ต่อจากนั้นอีก 15 วัน ดอกก็จะเริ่มบานจากโคนช่อดอกไปยังปลายช่อดอกใช้เวลา วันก็จะบานหมดทั้งช่อ ในช่วงดอกบานนั้นเป็นช่วงที่อ่อนแอ ถ้ามีฝนตกหนักอาจทำให้ดอกร่วงและเสียหายได้

การปฏิบัติหลังการตัดแต่งกิ่ง

การเลี้ยงเถาองุ่นและการตัดแต่ง องุ่นที่ปลูกในเมืองไทยจะมีอายุการออกดอกติดผลเร็วกว่าองุ่นที่ปลูกในต่างประเทศ เพราะจะออกดอกติดผลได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นการตัดแต่งจะกระทำได้เมื่อองุ่นที่ปลูกมีอายุเพียง 7 – 8 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่ปลูก ดินฟ้าอากาศและชนิดพันธุ์ที่ปลูกประกอบด้วยการแต่งและตัดเถาองุ่น แบ่งได้ 2 ประการ คือ

1. แต่งและตัดเพื่อให้องุ่นที่ปลุกแตกกิ่งก้านสาขาได้รูปทรงเข้ากับหลักหรือค้างที่ทำไว้

2. แต่งและตัดเพื่อบังคับให้องุ่นแตกกิ่งออกดอกติดผลตามความต้องการ

การแต่งและตัดตามข้อ 1 เพื่อให้ได้รูปทรงตามความต้องการ ต้องดำเนินการตั้งแต่ปลูก หากองุ่นที่ปลูกไม่แข็งแรงให้ตัดต้น เหลือตาเพียง 2 – 3 ตา เมื่อแตกกิ่งจากตาแล้วตัดกิ่งออกเหลือกิ่งที่ แข็งแรงเพียง 1 กิ่ง เพื่อใช้เป็นเถาใหญ่ ต้องคอยเด็ดกิ่งแขนงข้าง ๆ ออกให้เหลือแต่ยอดเถาเดียว ผูกเถากับค้างหรือหลัก ให้ยึดเกาะเมื่อเถาเจริญเติบโตเป็นสีน้ำตาล ก็ตัดยอดหรือปลายของเถานั้นตามความต้องการตามปกติจะต้องตัดเหลือแค่ลวดเส้นล่าง องุ่นจะแตกกิ่งจากตาปลายแถวเป็นหลายกิ่ง เลือกตัดให้เหลือ 1 – 2 กิ่ง ซึ่งจะเป็นแขนงขององุ่น มัดกิ่งแขนงนี้เข้ากับค้างตามความต้องการการแต่งและตัดตามข้อ 2 เพื่อบังคับให้ออกผลนั้นต้องดำเนินการเมื่อองุ่นขึ้นค้างเข้ารูปทรงตามข้อ 1 แล้ว วิธีการคือ เมื่อกิ่งแขนงเจริญเติบโตจนยาวให้ตัดยอดของแขนงนั้นออก เหลือไว้ตามที่ ต้องการโดยคำนึงถึงระยะของต้น ขนาดของค้าง และหลักที่ทำไว้ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะมีตาแตกจากแขนงนี้กี่ตา เมื่อตาบนแขนงนี้แตกเป็นกิ่งเจริญเติบโตจนเป็นกิ่งแก่มีสีน้ำตาล ให้ตัดกิ่งให้สั้นเป็นตอกิ่ง มีตาเหลือ 2 – 3 ตา เพื่อให้เกิดกิ่งจากตาของตอกิ่งที่เหลือไว้ กิ่งที่เกิดเมื่อสมบูรณ์แข็งแรงจะออกดอกติดผลเมื่อออกผลแล้วต้องเลี้ยงกิ่งนี้ไปจนเป็นกิ่งแก่จึงตัดให้สั้นเข้าเหลือตาไว้ 2 – 3 ตา เพื่อให้เป็นตอกิ่ง ซึ่งจะแตกกิ่งต่อไป และกิ่งที่แตกนี้เจริญเติบโตแข็งแรงก็จะออกดอกติดผลการตัดแต่งกิ่ง ถ้าเห็นว่างอกกิ่งมากเกินไป ควรตัดออกบ้างเพื่อมิให้แยกอาหาร กิ่งที่ตัดออกนี้ หากเป็นกิ่งแก่สามารถนำไปปักชำเป็นพันธุ์ต่อไป การเด็ดตาตาที่แตกเป็นกิ่งซ้อนขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่มีประโยชน์ควรตัดทิ้งยิ่งเห็นว่าเป็นตาที่ไม่สมบูรณ์ควรรีบตัดทิ้งไปการตัดมือความจริงมือขององุ่นมีไว้เพียงเพื่อยึดเกาะรับน้ำหนักของกิ่ง ถ้ามากเกินไปควรตัดทิ้ง หากปล่อยไว้ก็จะแย่งอาหาร และเมื่อองุ่นตาย จะแกะมือออกค่อนข้างยากอายุการตกผลและการเก็บผลองุ่น ตามปกติองุ่นจะตกผลปีละครั้ง สำหรับองุ่น ในเมืองไทย หากต้นแข็งแรงเจริญเติบโตดีจะให้ผลในระยะ 1 ปี การตกผลจะราวต้นเดือนกันยายน – ตุลาคม และแก่เก็บได้ราวปลายเดือนธันวาคม – มกราคม สำหรับองุ่นที่ตกผลปีละ 2 ครั้งนั้นจะตกผลในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ผลจะแก่เก็บได้ ในเดือนธันวาคม – มกราคม และจะตกผลในครั้งที่สองเดือนกุมภาพันธ์ ผลจะแก่เก็บได้ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์การบำรุงรักษาสภาพพื้นที่รวมทั้งดินฟ้าอากาศ อายุขององุ่น หากบำรุงรักษาเป็นอย่างดี สามารถจะออกผลได้นานถึง 50 – 60 ปี ส่วนการที่องุ่นจะเริ่มตกผลเมื่ออายุ 1 ปีนั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะองุ่นที่ขยายพันธุ์ด้วยการตัดกิ่ง ปักชำ ติดตา ทับกิ่ง ต่อกิ่งและตอนส่วนการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจะตกผลเมื่ออายุ 3 – 4 ปี

ที่มาhttp://www.thaigrape.org/html/4_1_7.html

การทำค้างจะทำหลังจากที่ปลูกองุ่นแล้วประมาณ ปี ซึ่งต้นองุ่นจะสูงพอดีที่จะขึ้นค้างได้ ค้างต้นองุ่นมีหลายแบบด้วยกันแต่แบบที่นิยมกันมากคือ ค้างแบบเสาคู่แล้วใช้ลวดขึง มีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้

การเลือกเสาค้าง เสาค้างอาจใช้เสาซีเมนต์หน้า 3 นิ้ว หรือ นิ้วก็ได้ เสาค้างซีเมนต์จะแข็งแรงทนทานอยู่ได้นานหลายปี แต่มีราคาแพงและหนัก เวลาทำค้างต้องเสียแรงงงานมาก ถ้าใช้เสาไม้ให้ใช้ไม้เนื้อแข็งขนาดหน้า 2×3 นิ้ว หรือหน้า 2×4 นิ้ว หรือเสากลมก็ได้ เสาควรยาวประมาณ 2.5- 3 เมตร หรือยาวกว่านี้ ซึ่งเมื่อปักลงดินเรียบร้อยแล้ว ให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดินประมาณ 1.50 เมตร

การปักเสา ให้ปักเป็นคู่ ข้างของแปลงในแนวเดียวกัน โดยให้เสาห่างกัน เมตร และเมื่อติดคานแล้ว ให้เหลือหัวไม้ยื่นออกไปทั้งสองข้างๆ ละ 50 เซนติเมตร (ดังภาพแบบที่ 1) ถ้าปักเสาห่างกัน เมตร เมื่อติดคานบนแล้วจะพอดีหัวไม้ (ตามภาพแบบที่2) การติดคานเชื่อมระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ใช้น๊อตเหล็กเป็นตัวยึด ไม่ควรยึดด้วยตะปูเพราะจะไม่แข็งแรงพอ ระยะห่างระหว่างเสาแต่ละคู่ประมาณ 10- 20 เมตร ยิ่งปักเสาถี่จะยิ่งแข็งแรงทนทานแต่ก็สิ้นเปลืองมากบางแห่งจึงปักเสาเพียง 3 คู่ คือ หัวแปลง กลางแปลง และท้ายแปลง และระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ค้างไม้รวกช่วยค้ำไว้เป็นระยะๆ ซึ่งก็สามารถใช้ได้และประหยัดดีแต่ต้องคอยเปลี่ยนค้างไม้รวกบ่อย

การขึงลวด ลวดที่ใช้ทำค้าง ให้ใช้ลวดขนาดใหญ่พอสมควรคือ ลวดเบอร์ 11 ซึ่งลวดเบอร์ 11 หนัก กิโลกรัม จะยาวประมาณ18 เมตร ให้ขึงลวดพาดไปตามคานแต่ละคู่ตลอดความยาวของแปลง โดยใช้ลวด 4-6 เส้น เว้นระยะลวดให้ห่างเท่าๆ กัน ที่หัวแปลงและท้ายแปลงให้ใช้หลักไม้ขนาดใหญ่ตอกฝังลงไปในดินให้แน่น แล้วใช้ลวดโยงจากค้างมามัดไว้ที่หลักนี้เพื่อให้ลวดตึง หลังจากขึงลวดเสร็จแล้วให้ตรวจดูว่าลวดหย่อนตกท้องช้างหรือไม่ ถ้าหย่อนมากให้ใช้ไม้รวกขนาดใหญ่ปักเป็นคู่ตามแนวเสาค้าง แล้วใช้ไม้รวกอีกอันหนึ่งพาดขวางผูกด้านบนในลักษณะเดียวกับค้าง เพื่อช่วยรับน้ำหนักเป็นระยะๆ ไปตลอดทั้งแปลง เพราะเมื่อต้นองุ่นขึ้นค้างจนเต็มแล้วจะมีน้ำหนักมากจำเป็นต้องช่วยรองรับน้ำหนักหรือค้ำยันไว้ไม่ให้ค้างหย่อน

การทำค้างองุ่น ที่นิยมกันมี 3 แบบ ดังนี้

1. การทำค้างแบบร้านสูง หรือร้านเตี้ย โดยใช้ไม้ระแนงตีเป็นร้านจะให้สูงหรือ เตี้ยก็แล้วแต่ความต้องการหรือจะใช้ลวดตาข่ายห่าง ๆ ขึงก็ได้ เมื่อองุ่นออกผลพวงองุ่นจะห้อยลงมาใต้ร้าน แต่ มีข้อเสียก็คือ ยากแก่การตัดแต่ง และการป้องกันโรค

2. การทำค้างแบบรั้ว วิธีการคือ ใช้เสาไม้หรือเสาซีเมนต์หรือเสาเหล็กปักเป็นแถวยาว เสาต้นแรกและต้นสุดท้ายต้องแข็งแรง เพื่อเป็นตัวยึดเหนี่ยวลวดในเวลาขึงจะได้มั่นคง ส่วนเสาตรงกลางจะเล็กบางก็ได้ความสูงของเสาเมื่อปักลงไปในดินแล้วให้เหลือความสูงไว้เท่ากับความสูงของคน หรือสูงกว่าเล็กน้อยการปักเสาห่างกันประมาณ 12 – 15 ฟุต การขึงลวดจะขึงกี่เส้นก็ได้ แต่ลวดเส้นล่างต้องสูงกว่าพื้นดินไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร ลวดที่ใช้ขึงจะใช้ลวด เบอร์ 9 หรือเบอร์ 10 หรือเบอร์ 11 ก็ได้แต่มือองุ่นมักชอบเกาะลวดเส้นเล็กมากกว่าลวดเส้นใหญ่ หากไม่ใช้ลวดขึงจะใช้ ไม้ระแนงแทนลวดก็ได้ แต่จะสิ้นเปลืองมากว่าการใช้ลวด  ข้อดี ของการทำค้างแบบรั้ว คือ สะดวกต่อการตัดแต่ง การบำรุงรักษา การป้องกันโรคและศัตรูพืช

3. การทำค้างแบบค้างเตี้ยเป็นรูปตัวที หรือรูปไม้กางเขน โดยใช้เสาไม้หรือเสาซีเมนต์ปักเป็นแถวให้สูงจากพื้นดิน 5 – 6 ฟุต ตอนบนของหัวเสาใช้ไม้ตีเป็นรูปไม้กางเขนยาว 1.00 – 1.20 เมตร สามารถขึ้นลวดได้ 3 – 4 แถว เพื่อให้เถาองุ่นจับเกาะค้าง แบบนี้ใบองุ่นสามารถรับ แสงแดดได้เต็มที่ ง่ายต่อการตัดแต่งและการป้องกันโรควัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ทำค้างองุ่น ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุดังกล่าวเสมอไป จะใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ไม้รวกก็ได้ตามความเหมาะสม ทั้งในด้านความสะดวกและการประหยัด

ที่มาhttp://www.thaigrape.org/html/4_1_6.html

การปลูกองุ่นก็เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชอื่น ๆ แต่การบำรุงรักษาองุ่นนั้นค่อนข้างจะมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ ในการบำรุงรักษาองุ่นที่ปลูกนั้น มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

1. การให้ปุ๋ย ตามปกติพืชทั่ว ๆ ไปจะต้องการ อาหารแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญ 3 ชนิด คือ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม ดังนั้น เมื่อผู้ปลูกสังเกตเห็นว่าองุ่นที่ปลูกแสดงอาการผิดปกติ ก็ต้องแก้ไขโดยการเพิ่มอาหาร แร่ธาตุต่าง ๆ ตามที่ปรากฏ เช่น เมื่อขาดธาตุไนโตรเจน ลักษณะของลำต้นจะแคระแกร็น ใบและลำต้นจะสีเหลืองซีด การเจริญเติบโตช้า แต่ถ้ามากเกินไปใบจะสีเขียวจัด ก้านเปราะ ผลสุกช้า หากขาดธาตุฟอสฟอรัส รากจะไม่เจริญเติบโต แคระแกร็น ใบสีเขียวเข้ม ผลแก่ช้ากว่าปกติ และหากขาดธาตุโปแตสเซียม จะเจริญเติบโตช้า เส้นใบและขอบใบมีสีเหลือง ริมใบมีสีน้ำตาล ปล้องจะถี่หรือระหว่างข้อสั้น เมื่อองุ่นที่ปลูกปรากฏอาการดังกล่าว จะต้องแก้ไขโดยการเพิ่มอาหารที่ขาดไป ไม่จำเป็นต้องใช้ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ควรใช้ปุ๋ยจำพวกอินทรียวัตถุใส่เป็นประจำ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เป็นต้น

ขณะเดียวกันควรหมั่นพรวนดินระหว่างแถวด้วยจอบ หรือเครื่อง ทุ่นแรง นอกจากจะปราบวัชพืชแล้ว ยังเพิ่มปุ๋ยพืชสดให้กับดินอีกด้วยและเป็นการลดการระเหยของน้ำในดิน

2. การให้น้ำ แม้ว่าองุ่นจะไม่ชอบดินแฉะแต่ก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำ น้ำไปปรุงแต่งผลให้เต่ง โดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มปลูกและเริ่มติดผลอย่าให้ขาดน้ำ การปลูกองุ่นเป็นจำนวนมากจำเป็นต้องเตรียมน้ำไว้ให้พร้อม อาจจะขุดเป็นร่องเพื่อกักขังน้ำไว้ เมื่อองุ่นมีผลแก่เริ่มแก่จะสุก ควรงดการให้น้ำหรือให้บ้างเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ควรหาวัสดุ เช่น หญ้าแห้ง ฟางข้าวคลุม โคนต้น จะเป็นการช่วยลดการระเหยของน้ำในดิน ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น

3. ลม ผู้ปลูกองุ่นส่วนมากมักจะไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องลมมากนัก แต่ถ้าผู้ปลูกในที่โล่งเตียนมีลมจัด จะมีผลกระทบต่อการปลูกองุ่นเหมือนกัน กล่าวคือ หากมีลมแรง ต้นองุ่นจะโยกคลอนไปตามลม ใบจะขาด ลมจะพัดพาเกสรของดอกปลิวไปที่อื่น ไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ หรือตัวแมลงที่ช่วย ผสมเกสรจะเกาะเกสรไม่ได้ ทำให้เกิดผลน้อย ทางที่ดีควรปลูกต้นไม้อื่นบังลมไว้บ้าง เพราะนอกจากจะบังลมแล้วยังช่วยลดการระเหยของน้ำในดินและอากาศจะมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ

ที่มาhttp://www.thaigrape.org/html/4_1_5.html